เที่ยวระนอง นอนเกาะพยามแล้วพักที่ THE BLUE SKY RESORT 2 วัน 1 คืน ก็ชิลได้


สวัสดีคร่าาาา ร้อนนี้มีเที่ยวกันหรือยังถ้ายังลองดูรีวิวนี้ที่เกาะพยามกันก่อนก็ได้นะคะ เผื่อจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการไปเที่ยวรับลมร้อนกันแบบชิลๆ สไตล์แบบติดเกาะแบบฟินๆ แฟนจอมยุทธ์คงจะชอบกันไม่มากก็น้อยล่ะค่ะ...ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ที่จริงมากันแบบ 3 วัน 2 คืน ซึ่งคืนแรกเราได้พักกันที่ The Blue Sky Resort ที่ระนอง แล้วเที่ยวกันบนเกาะ ซึ่งได้ทำการรีวิวกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนที่เกาะพยาม คือภาคต่อของระนอง แล้วไปนอนต่อที่เกาะพยาม คืนที่ 2 ลองใช้ชีวิตบนเกาะกับ 2 วัน 1 คืนดู ว่าจะฟินแค่ไหน พร้อมแล้วไปกันเลยดีกว่า การเดินทางครั้งนี้เราเดินทางด้วยเรือสปี๊ดโบ๊ต จะใช้เวลาในเการเดินทางประมาณ 45 นาที ซึ่งถ้าเป็นแพคเกจของทางรีสอร์ทจะเป็นเรือโดยสารใหญ่ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หรือออาจเป็นเรือสปี๊ดโบ๊ด(ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) แต่เราไม่ชอบอยู่กลางทะเลนานๆ เลยเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยแล้วไปสปีดโบ๊ดดีกว่า เร็วกว่าเยอะ...


เราใช้เวลาอยู่บนเรือประมาณก็ 45 นาที ก็ถึงฝั่ง ซึ่งเมื่อเรือเทียบท่าที่เกาะเราก็สั่งเกตเห็นผู้ชายเสื้อสีผ้าขับรถกอล์ฟมารอรับ (เป็นบริการรับ-ส่งของรีสอร์) รุ้สึกดีอ่ะมีคนมารับด้วย ฮ่าๆๆๆ


จากท่าเทียบเรือเราก็นั่งรถกอล์ฟไปยังตัวรีสอร์ทไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงตัวรีสอร์ทแล้ว ซึ่งเราสามารถมองเห็นตัวรีสอร์ทได้ฝั่งตรงข้ามสะพานยาวที่ทอดจากแหล่งชุมชนไปยังตัวรีสอร์ท พูดเลย!! รู้สึกตื่นเต้นได้ไม่เบา เราจะได้เห็นมัลดีฟเมืองไทยแล้วววว

เรามาถึงตัวเกาะพยาม เวลา 10 โมงกว่าๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังลดลง เราจะไม่รอช้ารีบไป Chek in กันก่อนดีกว่า โดยปกติเแล้วเวลา Check in คือ 14.00 น. เหมือนรีสอร์ทอื่นทั่วไป แต่ที่นี่ถ้าก่อนหน้าห้องที่เราไม่มีคนพักเราก็สามารถเข้าห้องพักได้เลย แล้วเราก็คือห้องนั้นที่โชคดี เย้ๆๆ


Check in เสร็จแล้วเราขอตัวไปถ่ายรูปเล่นกันก่อนดีกว่า เดี่ยวน้ำจะลดลงแล้ว (มุมนี้เราสามารถถ่ายได้จากจุดที่ยืนบริเวณบนสะพาน)

ระหว่างทางเดินที่เราจะเดินเข้าห้องพักเราจะสั่งเกตได้จากรั้วจะมีการแบ่งฝั่ง โซน L และ โซน R ซึ่ง 2 โซนนี้ภายในห้องพักมีลักษณะเหมือนกันหมดต่างกันแค่บรรยากาศ เมื่อเราได้เดินผ่านรั้วเข้ามา โอ้โห่!! นี่มันหมู่บ้านชาวเกาะชัดๆ มันฟินมากๆ เลย รู้สึกเหมือนเรามานอนพักบนเกาะกันจริงๆๆด้วย

เดี่ยววันนี้เราขอเป็นไกด์วันหนึ่งพาชมรีสอร์ทกันนะคะ เผื่อใครหลายๆคนกำลังหาที่พักเกาะพยามกันอยู่ ซึ่งที่ The Blue Sky @ เกาะพยาม ก็อาจจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของใครหลายๆคน แล้วเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน อิอิ เหตุผลที่ว่าโดยการตกแต่งและบรรยากาศมันเหมาะแก่การพักผ่อนแล้วเป็นสไตล์ที่คล้ายคลึงเหมือนเราอยู่มัลดีฟกันเลยทีเดียว บรรยายมานาน ป่ะเราไปเดินดูห้องพักกันดีกว่า โซนนี้ที่เราจะเดินไปโซนแรกคือ โซน Villa L เป็นโซนที่อยู่บริเวณตรงกลางรีสอร์ท แต่ก็มีน้ำไหลผ่านสามารถนั่งเล่นกันที่ระเบียงรอบบ้านกันได้เลย

ที่รีสอร์ททุกห้องจะมองเห็นบรรยากาศเหมือนกันหมดเปิดหน้าต่างมาก็มองเห็นน้ำกันแบบทั่วถึง

จากตัวห้องพักที่เราเห็นเรียงรายติดกันส่วนนี้ตือ โวน Villa L นะคะ เราสามารถถ่ายให้ได้จากภายนอกส่วนภายในมีคนพักอยู่เราเลยไม่สามารถถ่ายรูปได้ ไว้เดี่ยวเราถ่ายภายในห้องของเรามาให้ดูแทนละกัน อิอิ

ถึงแม้ตัวห้องพักแต่ละโซนจะเหมือนๆกันเราก็ไม่ต้องกลัวหลง เพราะทางรีสอร์ทมีป้ายบอกทางได้ไปห้องพักได้ตลอดทาง

ป่ะ!! เราเดินดูโซน Villa L ไปแล้ว เราลองไปดูโซน Villa R กันบ้างดีกว่าเนอะ ซึ่งห้องพักของเราก็อยู่โซน Villa R นี่แหละ บรรยากาศโซนนี้จะเป็นห้องพักอยู่ภายนอกรอบมีน้ำมองเห็นบรรยากาศภายนอกได้มากกว่าโซน Villa L ซึ่งในโซนนี้จะมีบันไดที่ตรงระเบียงสามารถที่จะลงไปนั่งเล่นได้ และอีกฝากฝั่งของห้องพักก็เป็นป่าโกงกาง เหมือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันมากขึ้น


เดินเล่นกันรอบรีสอร์ท ในที่สุดเราก็ถึงห้องพักเราสักที เราพักอยู่ห้อง Villa R2 ที่จริงห้องเราอยู่หลังที่ 2 เมื่อเดินผ่านรั้วกำแพงเข้ามา แต่เพราะกลัวน้ำจะแห้งเสียก่อนเลยขอไปเดินชมโซนอื่นๆกันก่อน 5555

Villa R2 ถูกต้องเนอะ ฮ่าๆๆๆ มีหมีอยู่หน้าห้องด้วย น่ารักจัง ป่ะเราดูบรรยากาศภายนอกกันมาแล้ว เราลองไปดูบรรยากาศภายในกันบ้างดีกว่าว่าจะสวยแค่ไหน เพราะคืนนี้เราจะต้องนอนกันที่นี่

โอ้โห่!!!! นี่มันห้องนอนในฝันชัดๆ สวยมากอ่ะ รู้สึกอยากนอนขึ้นมาทันที ตกแต่งได้เข้ากับบรรยากาศภายนอกมาก สามารถมองเห็นบรรยากาศภายนอกได้อย่างชัดเจน ประดับตกแต่งด้วยโคมไฟมากมาย ดูสวยงาม กลางคืนคงดูโรแมนติกมากแน่ๆ



หน้าต่างก็สามารถเปิดรับลมได้จากภายนอกสัมผัสธรรมชาติได้แบบใกล้ชิด หรือจะออกไปนั่งระเบียงดูวิวเอาขาจุ่มน้ำก็ได้

ขอเดินสำรวจห้องแปปนะคะ จากห้องนอนเราก็ต้องต่อกันที่ห้องน้ำสินะ ไหนๆๆ ลองไปดูห้องน้ำกันบ้าง พูดเลยอุปกรณ์ทุกอย่างมีครบ แบบว่ามาแต่ตัวกับเสื้อผ้าก็อยู่ได้ สำหรับผู้หญิงไดร์ไม่ต้องนำมาก็ได้นะคะ เพราะที่นี่เค้ามีเตรียมไว้ให้ครบ


มบอกไป ก่อนที่เราจะทำภารกิจส่วนตัวเราอย่าลืมปิดมู่ลี่กันก่อนนะคะ ไม่งั้นหล่ะก็ เหอะๆๆ ทุกคนรู้จักเรากันแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ

เดินชมห้องพักทั้งภายในภายนอกกันมาพอสมควร พักผ่อนนอนเอนกันมาก็พอหอมปากหอมคอแล้ว ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้วซินะ รู้สึกท้องร้องหลายรอบแล้ว เราไปทานข้าวกันดีกว่า (ต้องขออภัยด้วยนะคะ ณ เวลานี้เราไม่ถนัดถ่ายอาหาร เราถนัดกินมากกว่า) 555 กินเสร็จหนังตาเริ่มหย่อน ถ้ากลับห้องเราคงหลับ จะให้พายเรือคายักก็ร้อน งั้นเราเป็นเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เล่นรอบเกาะกันดีกว่า เราสามารถติดต่อที่รีสอร์ทได้เลย แล้วรีสอร์ทจะประสานงานกับร้านเช่ารถแล้วเค้าจะนำรถมาให้ที่รีสอร์ท ราคาเช่าก็เหมือนปกติทั่วๆไป 250.-/วัน (ไม่รวมน้ำมัน) ราคาพอรับได้ กิกิ ป่ะ! ได้รถมาแล้วไม่รถเช้า เราไปเที่ยวกันดีกว่า ที่แรกที่เราจะไปกันคือ อ่าวเขาควาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งที่ที่ใครๆเค้าก็มากัน บริเวณอ่าวจะมีโขดหินลักษณะแปลกๆเต็มไปหมด และจุดเดินของที่นี่ คือ หินทะลุ เค้าเล่ากันว่าหินทะลุนี้คนส่วนใหญ่มักจะมาขอให้สมหวังเรื่องความรัก เราก็เช่นกันสินะ มาถึงที่แล้วนิจะให้พลาดได้อย่างไรฮ่าๆๆๆ