เที่ยวระนอง นอนเกาะพยามแล้วพักที่ THE BLUE SKY RESORT 2 วัน 1 คืน ก็ชิลได้

May 2, 2016

 

        สวัสดีคร่าาาา ร้อนนี้มีเที่ยวกันหรือยังถ้ายังลองดูรีวิวนี้ที่เกาะพยามกันก่อนก็ได้นะคะ เผื่อจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการไปเที่ยวรับลมร้อนกันแบบชิลๆ สไตล์แบบติดเกาะแบบฟินๆ แฟนจอมยุทธ์คงจะชอบกันไม่มากก็น้อยล่ะค่ะ...ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ที่จริงมากันแบบ 3 วัน 2 คืน ซึ่งคืนแรกเราได้พักกันที่  The Blue Sky Resort ที่ระนอง แล้วเที่ยวกันบนเกาะ ซึ่งได้ทำการรีวิวกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนที่เกาะพยาม คือภาคต่อของระนอง แล้วไปนอนต่อที่เกาะพยาม คืนที่ 2 ลองใช้ชีวิตบนเกาะกับ 2 วัน 1 คืนดู ว่าจะฟินแค่ไหน พร้อมแล้วไปกันเลยดีกว่า การเดินทางครั้งนี้เราเดินทางด้วยเรือสปี๊ดโบ๊ต จะใช้เวลาในเการเดินทางประมาณ 45 นาที ซึ่งถ้าเป็นแพคเกจของทางรีสอร์ทจะเป็นเรือโดยสารใหญ่ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หรือออาจเป็นเรือสปี๊ดโบ๊ด(ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) แต่เราไม่ชอบอยู่กลางทะเลนานๆ เลยเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยแล้วไปสปีดโบ๊ดดีกว่า เร็วกว่าเยอะ...

 

เราใช้เวลาอยู่บนเรือประมาณก็ 45 นาที ก็ถึงฝั่ง ซึ่งเมื่อเรือเทียบท่าที่เกาะเราก็สั่งเกตเห็นผู้ชายเสื้อสีผ้าขับรถกอล์ฟมารอรับ (เป็นบริการรับ-ส่งของรีสอร์) รุ้สึกดีอ่ะมีคนมารับด้วย ฮ่าๆๆๆ

 

จากท่าเทียบเรือเราก็นั่งรถกอล์ฟไปยังตัวรีสอร์ทไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงตัวรีสอร์ทแล้ว ซึ่งเราสามารถมองเห็นตัวรีสอร์ทได้ฝั่งตรงข้ามสะพานยาวที่ทอดจากแหล่งชุมชนไปยังตัวรีสอร์ท  พูดเลย!! รู้สึกตื่นเต้นได้ไม่เบา เราจะได้เห็นมัลดีฟเมืองไทยแล้วววว

เรามาถึงตัวเกาะพยาม เวลา 10 โมงกว่าๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังลดลง เราจะไม่รอช้ารีบไป Chek in กันก่อนดีกว่า โดยปกติเแล้วเวลา Check in คือ 14.00 น. เหมือนรีสอร์ทอื่นทั่วไป แต่ที่นี่ถ้าก่อนหน้าห้องที่เราไม่มีคนพักเราก็สามารถเข้าห้องพักได้เลย แล้วเราก็คือห้องนั้นที่โชคดี เย้ๆๆ

 

Check in เสร็จแล้วเราขอตัวไปถ่ายรูปเล่นกันก่อนดีกว่า เดี่ยวน้ำจะลดลงแล้ว  (มุมนี้เราสามารถถ่ายได้จากจุดที่ยืนบริเวณบนสะพาน)

ระหว่างทางเดินที่เราจะเดินเข้าห้องพักเราจะสั่งเกตได้จากรั้วจะมีการแบ่งฝั่ง โซน L และ โซน R ซึ่ง 2 โซนนี้ภายในห้องพักมีลักษณะเหมือนกันหมดต่างกันแค่บรรยากาศ เมื่อเราได้เดินผ่านรั้วเข้ามา โอ้โห่!! นี่มันหมู่บ้านชาวเกาะชัดๆ มันฟินมากๆ เลย รู้สึกเหมือนเรามานอนพักบนเกาะกันจริงๆๆด้วย

เดี่ยววันนี้เราขอเป็นไกด์วันหนึ่งพาชมรีสอร์ทกันนะคะ เผื่อใครหลายๆคนกำลังหาที่พักเกาะพยามกันอยู่ ซึ่งที่ The Blue Sky @ เกาะพยาม ก็อาจจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของใครหลายๆคน แล้วเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน อิอิ เหตุผลที่ว่าโดยการตกแต่งและบรรยากาศมันเหมาะแก่การพักผ่อนแล้วเป็นสไตล์ที่คล้ายคลึงเหมือนเราอยู่มัลดีฟกันเลยทีเดียว บรรยายมานาน ป่ะเราไปเดินดูห้องพักกันดีกว่า โซนนี้ที่เราจะเดินไปโซนแรกคือ โซน Villa L เป็นโซนที่อยู่บริเวณตรงกลางรีสอร์ท แต่ก็มีน้ำไหลผ่านสามารถนั่งเล่นกันที่ระเบียงรอบบ้านกันได้เลย

ที่รีสอร์ททุกห้องจะมองเห็นบรรยากาศเหมือนกันหมดเปิดหน้าต่างมาก็มองเห็นน้ำกันแบบทั่วถึง

จากตัวห้องพักที่เราเห็นเรียงรายติดกันส่วนนี้ตือ โวน Villa L นะคะ เราสามารถถ่ายให้ได้จากภายนอกส่วนภายในมีคนพักอยู่เราเลยไม่สามารถถ่ายรูปได้ ไว้เดี่ยวเราถ่ายภายในห้องของเรามาให้ดูแทนละกัน อิอิ

ถึงแม้ตัวห้องพักแต่ละโซนจะเหมือนๆกันเราก็ไม่ต้องกลัวหลง เพราะทางรีสอร์ทมีป้ายบอกทางได้ไปห้องพักได้ตลอดทาง 

ป่ะ!! เราเดินดูโซน Villa L ไปแล้ว เราลองไปดูโซน Villa R กันบ้างดีกว่าเนอะ ซึ่งห้องพักของเราก็อยู่โซน Villa R นี่แหละ บรรยากาศโซนนี้จะเป็นห้องพักอยู่ภายนอกรอบมีน้ำมองเห็นบรรยากาศภายนอกได้มากกว่าโซน Villa L ซึ่งในโซนนี้จะมีบันไดที่ตรงระเบียงสามารถที่จะลงไปนั่งเล่นได้ และอีกฝากฝั่งของห้องพักก็เป็นป่าโกงกาง เหมือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันมากขึ้น

 

เดินเล่นกันรอบรีสอร์ท ในที่สุดเราก็ถึงห้องพักเราสักที เราพักอยู่ห้อง Villa R2 ที่จริงห้องเราอยู่หลังที่ 2 เมื่อเดินผ่านรั้วกำแพงเข้ามา แต่เพราะกลัวน้ำจะแห้งเสียก่อนเลยขอไปเดินชมโซนอื่นๆกันก่อน 5555

Villa R2 ถูกต้องเนอะ ฮ่าๆๆๆ มีหมีอยู่หน้าห้องด้วย น่ารักจัง ป่ะเราดูบรรยากาศภายนอกกันมาแล้ว เราลองไปดูบรรยากาศภายในกันบ้างดีกว่าว่าจะสวยแค่ไหน เพราะคืนนี้เราจะต้องนอนกันที่นี่ 

โอ้โห่!!!! นี่มันห้องนอนในฝันชัดๆ สวยมากอ่ะ รู้สึกอยากนอนขึ้นมาทันที ตกแต่งได้เข้ากับบรรยากาศภายนอกมาก สามารถมองเห็นบรรยากาศภายนอกได้อย่างชัดเจน  ประดับตกแต่งด้วยโคมไฟมากมาย ดูสวยงาม กลางคืนคงดูโรแมนติกมากแน่ๆ 

 

 

หน้าต่างก็สามารถเปิดรับลมได้จากภายนอกสัมผัสธรรมชาติได้แบบใกล้ชิด หรือจะออกไปนั่งระเบียงดูวิวเอาขาจุ่มน้ำก็ได้

ขอเดินสำรวจห้องแปปนะคะ จากห้องนอนเราก็ต้องต่อกันที่ห้องน้ำสินะ ไหนๆๆ ลองไปดูห้องน้ำกันบ้าง พูดเลยอุปกรณ์ทุกอย่างมีครบ แบบว่ามาแต่ตัวกับเสื้อผ้าก็อยู่ได้ สำหรับผู้หญิงไดร์ไม่ต้องนำมาก็ได้นะคะ เพราะที่นี่เค้ามีเตรียมไว้ให้ครบ

 

มบอกไป ก่อนที่เราจะทำภารกิจส่วนตัวเราอย่าลืมปิดมู่ลี่กันก่อนนะคะ ไม่งั้นหล่ะก็ เหอะๆๆ ทุกคนรู้จักเรากันแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ 

เดินชมห้องพักทั้งภายในภายนอกกันมาพอสมควร พักผ่อนนอนเอนกันมาก็พอหอมปากหอมคอแล้ว ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้วซินะ รู้สึกท้องร้องหลายรอบแล้ว เราไปทานข้าวกันดีกว่า (ต้องขออภัยด้วยนะคะ ณ เวลานี้เราไม่ถนัดถ่ายอาหาร เราถนัดกินมากกว่า) 555 กินเสร็จหนังตาเริ่มหย่อน ถ้ากลับห้องเราคงหลับ จะให้พายเรือคายักก็ร้อน งั้นเราเป็นเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เล่นรอบเกาะกันดีกว่า เราสามารถติดต่อที่รีสอร์ทได้เลย แล้วรีสอร์ทจะประสานงานกับร้านเช่ารถแล้วเค้าจะนำรถมาให้ที่รีสอร์ท ราคาเช่าก็เหมือนปกติทั่วๆไป 250.-/วัน (ไม่รวมน้ำมัน) ราคาพอรับได้ กิกิ ป่ะ! ได้รถมาแล้วไม่รถเช้า เราไปเที่ยวกันดีกว่า ที่แรกที่เราจะไปกันคือ อ่าวเขาควาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งที่ที่ใครๆเค้าก็มากัน บริเวณอ่าวจะมีโขดหินลักษณะแปลกๆเต็มไปหมด และจุดเดินของที่นี่ คือ หินทะลุ เค้าเล่ากันว่าหินทะลุนี้คนส่วนใหญ่มักจะมาขอให้สมหวังเรื่องความรัก เราก็เช่นกันสินะ มาถึงที่แล้วนิจะให้พลาดได้อย่างไรฮ่าๆๆๆ

ที่อ่าวเขาควายนี้ตอนเย็นเค้านิยมมาดูพระอาทิตย์ตกดินกัน แต่เรามาตอนบ่ายแดดร้อนม๊ากกก แต่ไม่เป็นไร จะมาตอนไหนก็สวยเหมือนกันเนอะ (ปลอบใจตัวเอง) แต่แสงดีเหมาะแก่การถ่ายรูป 

 

จากจุดแรกที่อ่าวเขาควาย เราก็ถ่ายรูปกันพอสมควรเดินเล่นขาจุ่มทะเลกันพอใจแล้ว งั้นเราไปเที่ยกันต่อเลยดีกว่า ที่ต่อไปที่เราจะไปกันคือ อ่าวใหญ่ ซึ่งอ่าวนี้มีลักษณะกว่ามากสำกับชื่อเลยจริงๆ อิอิ มีต้นสนเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ขนาบข้างซ้าย-ขวา ด้วยภูเขา แต่ที่นี่ทรายจะมีสีเทา ไม่เหมือนที่อื่นๆที่ทรายจะเป็นสีขาวๆ น้ำทะเลมีคลื่นลมแรงไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ แต่สามรถเดินเล่นรอบๆชายหาดได้

 

เดินเล่น วิ่งเล่นกันอยู่ที่อ่าวใหญ่กันสักพักก็ไปเที่ยวกันต่อ จุดหมายของเราคือ อ่าวกวางปีบ แต่ด้วยสภาพของถนนไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางเนื่องจากเรามาในช่วงหน้าฝน เส้นทางอาจจะขุขละและขับขีลำบากเราเลยไม่ได้ไป แต่ไม่เป็นไรโอกาสหน้า(ถ้ามี) เราจะไปให้ได้ 555 การขับขี่รถมอเตอร์ไซด์บนเกาะเราควรขี่ด้วยความระมัดระวังนะคะ เนื่องจากถนนบางช่วงเป็นดินลูกรัง ถ้าใครขี่ไม่แข็งไม่แนะนำค่ะ อาจเกิดอันตรายได้  ไหนๆเราก็ไม่ได้ไปเที่ยวเกาะกันแล้ว งั้นเราไปไหว้พระ ขอพรกันดีกว่า ซึ่งบนเกาะนี้จะมีวัดอยู่หนึ่งวัด คือ วัดเกาะพยาม  ซึ่งจะมีจุดเด่นบริเวณสะพานที่ยื่นออกไปกลางน้ำ ใครที่นั่งเรือผ่านไป-มาก็จะเห็นได้ชัดเจน ถือว่าเป็นอีกจุดที่แนะนำให้มาเที่ยวกัน ที่จริงวัดนี้จากรีสอร์ทเราก็ผ่าน แต่เนื่องจากว่าไม่มีที่จอดเราเลยผ่านไปก่อน 

ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้เราก็เที่ยวกันมาทั้งวันแล้ว ขอจอดพักรถที่สะพานปลาแปปนะ ขอชมวิว สูดบรรยากาศให้ชื่นใจกันสักนิด เพราะสถานีต่อไปคือ รีสอร์ท 555

 

ถึงรีสอร์ท เราก็ขอไปนั่งชิลๆ แต่ถ้าใครอยากพายเรือคายัคยามเย็นก็มีเรือให้ยืมนะคะ (ฟรี) ถ้าใครโชคดีก็อาจได้เห็นนกเหยียวบินไปบินมา สวยงามมากจริงๆ เสียดายเราไม่ได้ถ่ายรูปไว้

ส่วนเราขอนั่งริมทะเลดูฝรั่งพายเรือเล่นกันดีกว่า อิอิ อิจฉาเนอะ!! อยากเป็นคนข้างหลังจัง (งานมโนต้องมา)

หรือใครจะอยากว่ายน้ำ ก็มีสระว่ายน้ำนะคะ สามารถว่ายน้ำแล้วมองวิวทะเลได้ หรือใครง่วงก็นอนริมสระได้ มีเตียงค่ะ กิกิ

บรรยากาศยามเย็นที่นี่ก็โรแมนติกเหมือนกันนะคะ ทรายกลางน้ำยังเป็นรูปหัวใจ ท้องฟ้ายังดูเป็นสีชมพู(ทำร้ายจิตใจคนโสดชัดๆ) 

ส่วนเวลากลางคืนก็ธรรมชาติมาก มีดาวอยู่เต็มท้องฟ้าเต็มไปหมด แต่กล้องเราไม่สามารถถ่ายถึงได้ (เสียดาย)  เราเลยได้แต่เก็บบรรยากาศเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะกลับกรุงเทพมาก็เจอแต่แสงไฟแทนแสงดาว แต่ถ้าใครไม่อยากดูดาวก็อถือไฟฉายเดินดูปูกันได้น๊าาา ที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก มีปูเดินเล่นไปมาเต็มไปหมด เวลาเดินต้องระวังกันนิดหนึ่งเดี่ยวจะไปเหยียบกันได้

แม้ท้องฟ้าจะมืดมิด แต่ก็ยังมีแสงสว่างของดวงไฟเล็กๆสีส้ม ส่องตลอดทางจนถึงห้องพัก ถึงวันนี้เวลาจะผ่านไปเร็วแต่เดี่ยวพรุ่งนี้ก็เช้าแล้วววว

ยามเย็นเราก็ดูพระอาทิตย์ตก ยามเช้าเราตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันดีกว่า

นั่งดูไปสักพักพระอาทิตย์เริ่มทอแสงเป็นประกายสีทองบนท้องฟ้ากระทบกับน้ำทะเลสีคราม ดูแล้วสวยงามมาก รู้สึกอยากหยุดเวลาไว้เพียงแค่นี้ เพราะภาพที่อยู่ข้างหน้าคือความงามของธรรมชาติ

ไหนๆก็ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้ว ท้องก็เริ่มท้องอีกแล้ว เราไปทานข้าวกันดีกว่า เมนูเช้านี้คือข้าวต้มกุ้ง (ไหนข้าวต้ม) เหอะๆๆ ข้าวต้มอยู่ในท้องแล้วๆๆ กินเสร็จก็ขอย่อยกันก่อนกลับกรุงเทพกันกว่าดีกว่า เราไปพายเรือคายัคเล่นชมนก ชมไม้ กันดีกว่า เดี่ยวเค้าจะหาว่าเรามาไม่ถึงถ้าไม่ได้พาย กถ้าใครพายไม่เก่งหรือว่ายน้ำไม่เป็น ที่นี่เค้ามีเสื้อชูชีพให้นะคะ สามารถนำมาใส่ได้เลย เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา

เรือพร้อม คนพร้อม เสื้อก็ใส่ชูชีพก็ใส่แล้ว เราไปพายเรือเล่นชมบรรบากาศป่าโกงกางกันดีกว่า

ระหว่างที่พาย เราก็สังเกตเห็นฝูงปลาว่ายน้ำอยู่เต็มไปหมด นี่สินะที่เค้าว่า น้ำใสจนเห็นตัวปลา 

แต่ถ้าใครอยากลงเล่นน้ำก็สามารถลงเล่นได้นะคะ น้ำไม่ค่อยลึกเท่าไร(มั้ง) แต่ต้องคอยระวังเรือที่พายผ่านไป-ผ่านมานิดนึงนะคะ เดี่ยวจิโดนชนเอา อิอิ

ในน้ำก็มีปลา มองบนต้นไม้ก็เห็นนก เห็นผีเสื้อ สีสันสวยงาม สะดุจตา แต่มองได้อย่างเดี่ยวนะ อย่าไปรบกวน เพราะทุกอย่างปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ

 

ถือได้ว่าที่นี่ธรรมชาติยังอุดมสมบูณ์ เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างมาก อยากจะหยุดเวลาของการพักผ่อนให้ยาวๆ เกาะพยามเป็นอีกเกาะที่หน้าสนใจ ขึ้นชื่อว่าเกาะ หลายคนคงคิดว่ามีแต่ ปะการัง แต่ที่นี่กลับมีป่าโกงกาง และธรรมชาติอันสมบูรณ์ ถ้าใครมีโอกาสอยากแนะนำให้ลองมาที่นี้ แล้วคุณจะหลงรักเกาะพยามแบบไม่รู้ตัว

 

ที่เดอะบลูสกายรีสอร์ท @ เกาะพยามไม่ว่าจะเที่ยวฤดูไหนก็เที่ยวได้ แม้จะต่างฤดูกาลแต่ความงามก็เหมือนเดิมเที่ยวง่ายๆ แค่ 2 วัน 1 คืน ก็เที่ยวทั่วเกาะ แบบครบทุกรสชาติ เพราะการเดินทางที่ไม่มีคำว่าสิ้นสุด เพราะถ้าเรายังไม่หยุดที่จะเดินทาง บ๊ะบายยยยย

 

[#เที่ยวเอง #ถ่ายรูปเอง #รีวิวเอง by : Poorin Keeratiphajon]

 

 

จองโรงแรม รีสอร์ท ที่เกาะพยามราคาพิเศษ คลิก!

 

 

 

 

Please reload

Featured Posts

29 ประเทศ เที่ยวไปไม่ง้อวีซ่า

April 22, 2017

1/8
Please reload

Recent Posts
Please reload

Archive
Please reload

Search By Tags
Please reload